6/7/57

รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนจบ) : Verona (เวโรนา) และสรุปค่าใช้จ่ายตลอดทริป

ความเดิมตอนที่แล้ว


รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 1) : เตรียมตัวเที่ยว Italy ด้วยตนเอง
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 2) : ที่พักใน Italy 
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 3) : Day 1 ประสบการณ์การบินกับ Airfrance และการเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองที่โรม (Rome)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 4) : Day 2 When in Rome (โรม)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 5) : Day 3 Vatican (วาติกัน) และ Fontana di Trevi (น้ำพุเทรวี่)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 6) : Day 4 เก็บตก Rome (โรม) 
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 7) : Day 5 ฟลอเรนซ์ (Florence) เมืองหลวงของ Tuscany
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 8) : Day 6 ช็อปปิ้งที่ The Mall Outlet และเมื่อโลกมันเอียงที่ปิซ่า (Pisa)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 9) : Day 7 Hiking Tour 5 หมู่บ้านที่ Cinque Terre
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 10) : Day 8 Siena (เซียน่า) และเก็บตก Florence (ฟลอเรนซ์)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 11) : Day 9 Museum day in Florence (ฟลอเรนซ์) 
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 12) : Day 10 Venice (เวนิส)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 13) : Day 11 มูราโน (Murano) บูราโน (ฺBurano) และล่องกอนโดลา (Gondola) ในเวนิส (Venice)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 14) : Day 12 มิลาน (Milan)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 15) : Day 13 Lake Como (เลคโคโม่)
วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้เที่ยวอิตาลี ก่อนที่จะเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้แล้วคะ เราจะไปกันที่เมือง Verona กัน เหตุที่มาเมืองนี้เพราะดูหนังเรื่อง Letter to Juliets เลยคะ เลยอยากมาสัมผัสบรรยากาศของเมืองแห่งความรักที่นี่ดูบ้าง

การเดินทางก็เหมือนเคย เราตั้งต้นนั่งรถไฟออกจากสถานี Milano Centrale  ไปยัง Verona Porta Nuova เราไปชอบเช้าคะ 8.35-9.57  ตั๋วนี่เราก็จองกันล่วงหน้ามาตั้งแต่กทม.แล้ว
ใช้เวลา 1.22 hours ก็ถึง
พอไปถึงสถานีแล้ว ก็เดินหาป้ายรถเมล์คะ platform a เพื่อจะเดินทางเข้าไปยัง Verona Arena กัน
เราไม่ได้ซื้อตั๋วจาก tabachi ก่อน เลยต้องมาซื้อบนรถเมล์แทน กดเจ้าเครื่องนี้เลย ต้องกดปุ่มสีแดงนะคะ ค่าโดยสารก็คนละ 1.5 ยูโร ขอบอกว่ากว่าจะกดใช้งานเป็น ก็เกือบจะลงรถเมล์อยู่หละ ดีได้คนอิตาเลี่ยนบนรถมาช่วยบอกให้ เพราะเจ้าเครื่องนี้ เมนูมันเป็นภาษาอิตาเลี่ยนคะ
 
จากนั้นเราก็ลงกันที่ป้ายรถเมล์แถวๆ Verona Arena คนบนรถก็สะกิดเรียกบอกอีกแหละคะ ว่าให้ลงได้แล้ว ที่ Verona Arena นี้ก็คล้ายๆกับ Colosseum ที่โรมที่เราไปกันมา แต่เป็นขนาดย่อมกว่า พอเคยไปอันใหญ่กว่ามาแล้ว มาที่นี่ก็เลยเฉยๆอ่ะ เดินแต่เพียงรอบนอกเท่านั้น ไม่ได้เข้าไปข้างในคะ
 
ฝั่งตรงกันข้ามถนน มีเจ้ารูปหัวใจนี้อยู่ สมกะเป็นเมืองแห่งความรัก อะไรๆก็หัวใจ
ตรงบริเวณนี้ของ arena เค้าเรียกว่า Piazza dell Erbe เป็น market square ที่สวยงาม เป็นที่ชุมนุมของชาวบ้านมาตั้งแต่ยุคโรมัน ตึกที่รายล้อมสี pastel หวานๆ ตอนที่เราไปเค้ามีของมาตั้งขายเพียบเลย ออกแนวเป็นตลาดนัดบ้านเค้าอะนะ ของที่นี่ไม่แพงด้วย ช็อปของฝากกันสนุกเลย
ชีสก้อนเบ้อเริ่ม
chocolate spread ทาขนมปัง สารพัดรส

chocolate อร่อยมาก อยากกลับไปซื้ออีก

ดูขนมปังก้อนด้านหลัง มันใหญ่มาก
ขนมไรไม่รู้ หวานเกิน ไม่ผ่าน
จาก Piazza dell Erbe นี้เราจะไปยัง Casa di Giulietta หรือบ้านของ Juliat นั่นเอง จะต้องผ่านถนนช็อปปิ้งของเมืองนี้ เรียกได้ว่ากว่าจะไปถึงบ้านจูเลียต เสียเวลากะการแวะร้านโน้นนี้ไปมาก ฮ่าๆ 

Casa di Giulietta เป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นมานะคะ ไม่ได้มีอยู่จริง เดี๋ยวจะคิดว่าเป็นต้นกำเนิดของความรักของ Romeo and Juliet จริงๆ แต่ด้วยความที่กระแสของหนัง คนก็เลยอินจัด เมืองนี้ก็เลยถูกพัฒนาให้เป็นที่ท่องเที่ยวแนวนี้ มีสาวๆมาตามหาความรักอย่างในเรื่อง 

พอไปถึงบ้านจูเลียต คนก็ล้นออกมาเลยคะ เลยได้ว่าเห็นคนก็รู้ว่าถึงแล้ว สถานที่ค่อนข้างจะแคบ คนเยอะ ไม่เป็นระเบียบใดๆจนรู้สึกว่ายอมแพ้กะความวุ่นวายที่นี่ เสียดายนะ มาเมืองนี้เพราะอยากมาตามรอย letter to juliets แต่พอมาจริงๆกลับไปชอบอย่างอื่นในเมืองมากกว่า

เดินเข้าไปที่กำแพง ที่ในเรื่องมีคนเอาจดหมายมาสอดให้จูเลียต ตอนนี้กลายเป็นกำแพงที่ถูกเขียนบอกรักคะ 
ด้านบนนี้ขึ้นไปถ่ายรูปได้นะคะ แต่เสียค่าเข้า
มาแล้วนางเอกของสถานที่ Juleit อย่าลืมเอามือไปจับหน้าอกของเธอนะคะ จะถ่ายรูปกะนางต้องใช้ความพยายามมากๆเลย คนเยอะสุดๆ แล้วก็ด้วยความที่มันไม่มีคิว คนก็แซงกันสุดๆ ตอนแรกคิดว่าจะเป็นแค่คนเอเชียนะ ฝรั่งก็เป็น เรียกว่าเซ็งคะ มาตรงนี้
แน่นอน ไปที่ไหนๆก็ต้องมีกุญแจมาคล้องแสดงความรัก
 
ที่น่าอี๋มากคือเจ้าสิ่งนี้เต็มกำแพงเลย ดูออกมั้ยคะว่ามันคืออะไร
มันคือหมากฝรั่งจ้า
เหนื่อยกะคลื่นมหาชน เราเดินจากตรงนี้ไปนิดนึงก็จะถึงร้าน  La Taverna di Via Stella ที่เราจะมาทานอาหารกลางวันกันคะ ร้านนี้เค้ามีเวลาเปิดปิดนะคะ จริงๆเราเดินมาก่อนที่จะไปบ้านจูเลียตแล้วหละ แต่เค้าเปิด 12.00 ก็เลยเดินไปเที่ยวบ้านจูเลียตก่อนแล้วกลับมาใหม่
บรรยากาศภายในร้าน
 
 
 
 
 ร้านนี้เค้าก็ได้รางวัลจาก trip advisor
ใกล้ๆกะโต๊ะที่เรานั่ง เค้าวาง homemade dessert โชว์อย่างนี้เลย น่ากินสุดๆ
 

มาดูเมนูอาหารกัน ขอชื่นชมพนักงานเสริ์ฟร้านนี้คะ ดีมากๆ มีลุงผู้ชายคนนึงแกแนะนำตลอด คือ แกพูดภาษาอังกฤษไม่ได้อะนะ เราก็พูดภาษาอิตาเลี่ยนไม่เป็น แกก็ไปเรียกคนในครัวที่พูดภาษาอังกฤษได้มาช่วยเราตอนจะสั่งอาหาร แถมบริการดีตลอด ยิ้มแย้ม คอยมาถามอาหารอร่อยมั้ย โน่นนั่นนี่
มาดูที่เราสั่งกันบอก ร้านนี้อร่อยมากกกก แนะนำเลย
 
 
 
 
 
มื้อนี้ 75.1 ยูโร
จากนั้นเราจะเดินไป  La Taverna di Via Stella หรือหอคอยประจำเมืองเวโรน่ากัน ตรงข้างหน้าก็เหมือนเป็นตลาดขายของ ส่วนใหญ่ก็เป็นของที่ระลึกประจำเมือง
 
เจอ club di giulietta หรือที่ที่บรรดาคนที่คอยเขียนจดหมายตอบแทน Juliet อยู่นั่นเอง
เดินเข้ามาตรงนี้เราจะเจอเจ้าบันไดหินอ่อนสีชมพูทางขึ้นไปชมหอคอยนี้ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่ามันสลักสำคัญอะไร แต่พอเข้าไปดูงานศิลปะด้านใน เค้ามีประวัติหรือรูปภาพของบันไดนี้เยอะมากในหลากหลายยุคหลายสมัย ดังนั้นจึงตั้งสมมติฐานได้ว่ามันคงดังแหละ :P
 

ลานตรงนี็ก็เหมือนทำนองลานอื่นๆในเมืองอื่น เป็นที่พบปะ ประชุมเมืองของคนในเมืองนั้นๆ
พอขึ้นไปด้านในเราจะซื้อตั๋วเพื่อขึ้นไปชมวิวบนหอคอย ปรากฏว่าเค้าเป็นตั๋วเหมารวม คือ ขึ้นไปชมหอคอย และก็เข้าชม gallery ด้วย ราคาทั้งหมดก็ 8 ยูโร
เอาเป็นว่าเราก็เลยชม gallery ก่อน เค้าบังคับว่าให้ฝากของ ต้องเอาของไปใส่ locker ในพื้นที่ที่จัดเตรียมให้ก่อนเข้าชม ด้านในก็ห้ามถ่ายภาพนะ
 ภาพเด่นด้านใน คือ ภาพนี้ที่เค้าเอามาทำโปสเตอร์ หน้านางดูจิตดีอ่ะ
จากนั้นเราก็ขึ้นไปชมหอคอยกัน ที่นี่ขึ้นลิฟต์ได้ทำให้ทุ่นแรงไปได้ เดินอีกนิดหน่อยเท่านั้น
วิวเมืองสีส้ม ด้วยความที่ไปปีนมาหลายเมืองจัด พอเห็นวิวอย่างนี้เลยเริ่มชิน ไม่ได้ซาบซึ้งกะความงามมาก T_T
 
 
 
 
 ขึ้นไปชั้นที่สูงเค้าจะมีที่กั้นแบบนี้ ถ่ายไม่ค่อยได้
มาหอระฆัง ก็ต้องถ่ายรูประฆังซะหน่อย เป็นพิธี
คนไทยเราก็มือบอนไม่เบานะคะ
ชมวิวด้านบนเหนื่อยแล้ว ได้เวลาล่ำลา
 
เราไปเดินเล่นด้านนอกชมเมืองกันบ้าง ลงจาก Torre dei Lamberti  ก็จะเจอบริเวณนี้เลย อย่าถามว่ารูปปั้นนี้ใครเป็นใคร ไม่ทราบจริงๆฮะ
 
 
 มองจากตรงนี้ไปจะเห็นหอคอยที่เราเพิ่งลงมา
จากนั้นเราก็มี mission ไปตามหาร้านกาแฟคะ เค้าบอกว่าร้าน Caffè Tubino เด็ดมาก ปรากฏว่าใช้ google map เดินไปถึงที่หาเท่าไรก็ไม่พบ เป็นครั้งแรกที่ google map ทำเราผิดหวัง เลยตัดสินใจว่าเข้าร้านนี้แทนร้านดูน่ารักดี Caffe Borsari
ปรากฎว่าตอนที่นั่งๆไปในร้าน ก็เลยชวนพนักงานที่ร้านคุยด้วยความที่ขับข้องใจว่าเราเดินมาผิด หรือ google map พลาดจริงๆ ปรากฏว่าทางร้านเค้าเปลี่ยนชื่อร้านคะ Caffe Borsari ก็คือชื่อใหม่ของร้าน Caffè Tubino เค้าบอกว่าพอเปลี่ยนเมล็ดกาแฟที่ใช้ ไม่ได้ใช้ของ Tubino มาใช้ของทานร้านเองแล้วก็เลยเปลี่ยนชื่อ ดีใจอย่างนึงคือ google map นี่ไม่ทำให้ผิดหวัง reliable จริงๆ และขอบคุณตัวเองที่เลือกเข้าร้านนี้ มาไม่ผิดร้าน ฮ่าๆ

ภายในร้านตกแต่งน่ารักดี เต็มไปด้วยถ้วยกาแฟ ชา กาแฟ ต่างๆ
 
 
 
 
ปัญหาของการมาร้านนี้คือ กาแฟทีให้เลือกสารพัดมาก เยอะมาก จนสั่งไม่ถูก ใครเป็นคอกาแฟห้ามพลาดฮะ เราก็เลือกๆเราจากที่เค้ามาติดรูปไว้ที่ร้าน แล้วก็ถามพนักงานเพิ่มว่ามันใส่อะไรบ้าง ถ้าส่วนผสมเป็นที่ถูกใจก็โอเค สรุปเป็นได้เจ้านี่มา จำชื่อไม่ได้ แต่มีซอส chestnut ผสมเหล้าเล็กๆ และกาแฟ ปรากฏว่าปลื้ม อร่อยถูกใจ
แก้วอื่นๆที่เพื่อนๆสั่ง
 
 
 ถนนตรงนี้ จะมีป้ายบอกทางตลอดว่าสถานที่สำคัญๆ ต้องเดินไปทางไหน เวโรน่าเป็นเมืองที่ที่เที่ยวอยู่ใกล้ๆกันหมด เดินง่าย เที่ยวง่ายดีคะ

จะไป Duomo แต่พอไปถึงปรากฏว่าซ่อม
เลยเดินเลยไปอีกนิดเพื่อไปPonte Pietra แทน
วิวจากบนสะพาน ตรงนี้สวยดีชอบๆ
 
 
 เราเดินข้ามสะพานมาก็จะเห็นวิวของ Ponte Pietra แบบนี้
เดินเลียบแม่น้ำมาเพื่อไปยัง Roman Theatre ปรากฏว่าก็ซ่อมอีก
เลยเดินชิล ลัดเลาะถนนริมฝั่งแม่น้ำไปเรื่อย บรรยากาศดีมากคะ
 
 
จริงๆ ก็อยากไปชมเมืองต่อนะ แต่ว่า พรุ่งนี้จะกลับแล้วขอช็อปสั่งลาหน่อยเถอะ เลยเดินกลับไปแถว Piazza dell Erbe ชอบ shopping street ที่นี่มาก มันเล็กๆร้านโน้นนี่อยู่ใกล้ๆกัน มีครบทุกแบรนด์ที่ต้องการ เหมาะกะการช็อปแบบต้องทำเวลาดี
จากนั้นก็ถึงเวลาร่ำลาเวโรน่า.... repeat process ตอนขามา แต่คราวนี้เราไม่พลาดแล้ว ซื้อตั๋วรถเมล์ก่อน 1.3 ยูโร ประหยัดกว่าซื้อบนบัสไปได้ 0.2 ยูโร
เราจองตั๋วรถไฟไว้รอบ  19.02-20.25
 
 สรุปสุดท้ายสำหรับเมืองเวโรน่า ผิดหวังเล็กๆที่ตั้งใจมาตามรอย letter to juliet แต่ร้านอาหารและร้านกาแฟที่ไปอร่อย ประทับใจ ตัวเมืองก็เดินง่ายดี มีป้ายบอกตลอด สถานที่สำคัญอยู่ใกล้ๆกันหมด รู้สึกมาเมืองนี้เราประทับใจคนที่นี่มาก มีน้ำใจสุดๆ ที่นี่เหมาะกะการช็อปปิ้งดีคะ น่าเดิน


เรามาดูรถไฟอิตาลีกันซะหน่อย  ที่นั่งกว้างขวางสะดวกสบายมาก ถ้าจองออนไลน์ที่นี่ fix ที่นั่งได้เลย ใครมีสัมภาระ
มีที่ชาร์ตแบตด้วย

=====================================================

จบจากเวโรน่าแล้ว เนื่องจากตั้งใจให้ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายของรีวิว ทริปเที่ยวอิตาลีแล้ว ขอเพิ่มเติมนิดหน่อยสำหรับสิ่งที่อยากเขียนถึง


  • ตอนกลับไปสนามบิน เราก็ใช้บริการ shuttle bus จุดขึ้นรถก็อยู่หน้าสถานี milano centrele ขากลับก็เช็คดีๆคะ ว่ากลับสนามบินไหน ของเราไปยัง Linate Airport ค่าโดยสารก็ 5 ยูโร Central Station - P.za Luigi di Savoia: รถออกคันแรกตอน 6:00 และออกทุกๆ 30 นาที คันสุดท้ายคือรอบ  23:00
 
  • เผื่อเวลาไปถึงสนามบินให้ก่อนพอควรคะ เพราะต้องไปทำเรื่อง tax refund ก่อน อันนี้สำคัญมาก เดี๋ยวไม่ได้เงินคืนนะ 
  • เรากลับ KML airlines ขอบอกว่าประทับใจมากในบริการ รอบหน้าถ้ามีโอกาสจะบินสายการบินนี้ 
  • เราต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ Amsterdam พบว่าของใน duty free ที่โน่น ถูกกว่าที่ Linate Italy 
  • คำถามที่มีคนถามมากสุด คือ ทริปนี้ หมดค่าใช้จ่ายไปทั้งหมดเท่าไร ก็ตามนี้คนละแสนกว่าบาท สำหรับทริป 15 วันในอิตาลี (เที่ยวจริงๆก็ประมาณ 13 วันเพราะ 2 วันก็หมดไปกะเดินทางขาไปและกลับ) ...เที่ยวนี้ตั๋วเครื่องบินแพงไปหน่อย เพราะว่าไปเที่ยวช่วงสงกรานต์ นี่ขนาดจองเร็วแล้วก็ยังได้ราคานี้ สำหรับที่พักส่วนใหญ่เราก็เน้นพักไม่แพงมากคะ แต่เอาให้สะอาดและสะดวก....entry fee นี่ก็รวมค่าเข้าmuseum gallery ขึ้นหอคอยต่างๆ จิปาถะตาที่ไปมา ....transportation ก็รวมหมดค่ารถไฟ ค่ารถเมล์ต่างๆ....อาหารก็รวมทุกมื้อที่ท่านที่โน่น ก็ประมาณนี้ ไม่นับรวม shopping นะคะ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่กล้านับรวม กลัวตัวเองช็อค T_T
  • อิตาลีน่ากลัวมั้ย สำหรับเราเราว่าไม่นะ มีแค่ที่มิลานที่น่ากลัวหน่อย เมืองอื่นก็ธรรมดา แต่ขอให้เราระวังตัวเองไว้ตลอด โดยเฉพาะข้าวของหมั่นสำรวจบ่อยๆ 
  • เมืองที่ชอบมากที่สุด คงต้องยกให้ Cinque Terre และ Lake como
  • ทุกเมืองจะมีเอกลักษณ์ของตนเองดี 
  • ถ้าใครชอบงานศิลปะ สถาปัตยกรรมเก่าๆน่าจะชอบอิตาลี
  • ถ้าใครชอบ shopping น่าจะชอบอิตาลีแน่นอน the mall outlet เป็น a must ที่ต้องไป prada outlet คุ้มค่ามาก (ถ้าค่าเงินเป็นใจก็คงดี ตอนเราไปบาทอ่อนมาก 46 บาทต่อยูโร)
  • อาหารการกินที่นี่ อร่อยมาก จริงๆเข้าร้านทางการๆหน่อยก็ไม่ได้แพงอะไรมากนะคะ พอดีเราไม่ได้สั่งพวกไวน์ด้วย ราคาต่อมื้อก็พอรับไหว ส่วนใหญ่จะอร่อยหมดเลย ปลื้ม แต่ที่เด็ดสุด คือ Gelato ห้ามพลาด 
  • สุดท้ายอยากบอกว่าให้ฟิตร่างกายไปให้พร้อมก่อนไปเที่ยวคะ เดินเยอะมาก ร่างกายแข็งแรงจะได้เที่ยวได้สนุก
ขอให้สนุกกะการท่องเที่ยวคะ หวังว่ารีวิว เที่ยวอิตาลี ด้วยตัวเองของเราครั้งนี้จะมีประโยชน์ให้คนอื่นบ้างไม่มากก็น้อย :)