1/7/57

รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 14) : Day 12 มิลาน (Milan)

ความเดิมตอนที่แล้ว


รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 1) : เตรียมตัวเที่ยว Italy ด้วยตนเอง
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 2) : ที่พักใน Italy 
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 3) : Day 1 ประสบการณ์การบินกับ Airfrance และการเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองที่โรม (Rome)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 4) : Day 2 When in Rome (โรม)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 5) : Day 3 Vatican (วาติกัน) และ Fontana di Trevi (น้ำพุเทรวี่)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 6) : Day 4 เก็บตก Rome (โรม) 
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 7) : Day 5 ฟลอเรนซ์ (Florence) เมืองหลวงของ Tuscany
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 8) : Day 6 ช็อปปิ้งที่ The Mall Outlet และเมื่อโลกมันเอียงที่ปิซ่า (Pisa)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 9) : Day 7 Hiking Tour 5 หมู่บ้านที่ Cinque Terre
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 10) : Day 8 Siena (เซียน่า) และเก็บตก Florence (ฟลอเรนซ์)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 11) : Day 9 Museum day in Florence (ฟลอเรนซ์) 
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 12) : Day 10 Venice (เวนิส)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 13) : Day 11 มูราโน (Murano) บูราโน (ฺBurano) และล่องกอนโดลา (Gondola) ในเวนิส (Venice)

ถึงเวลาล่ำลา venice กันในตอนเช้าคะ เรานั่งเรือจากที่พักมาลงที่สถานี Venezia S. Lucia 
 
  เราจะมุ่งหน้าต่อไปยัง Milan โดยขึ้นรถไฟรอบ  8.50 - 11.25
ใช้เวลา 2.35 ชั่วโมงก็ถึงสถานี Milano Centrale ...ภายในชานชลาเค้าใหญ่โตอลังการจริงๆคะ 
ที่พักที่เราพักอยู่ใกล้สถานีเลย เดินไปแป๊บเดียวก็ถึง เมื่อทำอะไรเสร็จเราก็จะไปเที่ยวมิลานกันคะ ก็เดินกลับมาที่ Milano Centrale นี่แหละเพื่อขึ้น Metro....ข้อแตกต่างที่สำคัญ ที่รู้สึกได้เมื่อมาถึง Milan เมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆที่ไปมาก่อนหน้าไม่ว่าจะเป็น Rome Florence Venice ก็คือ เมืองนี้ดูน่ากลัวกว่าเยอะเลยคะ ก่อนมาอิตาลีทุกคนก็เตือนเรื่องโจร ขโมยของมามาก ให้ระวัง จนแล้วจนรอดตลอดทริปเราและเพื่อนๆก็ยังไม่เจออะไร รู้สึกด้วยซ้ำว่าคนที่นี่ Friendly กว่าที่คิด แต่พอมาถึงมิลาน ที่นี่จะเจอพวกยิปซีเยอะอ่ะ พวกคนหน้าตาแขกๆมาขายของตามถนนจะเยอะกว่าที่เมืองอื่นๆ รวมถึงขอทานด้วย อย่างตอนที่เราลงไป Metro เพื่อจะไปซื้อตั๋ว จะมีพวกยิปซีมายืนรออยู่ตู้ประกบเลย ดูน่ากลัวมาก เราเลยเลี่ยงไปซื้อที่ counter แทน การเดินทางที่นี่เราซื้อเป็น 1 day trip นะคะ ราคา 4.5 ยูโร
 
เราจะมาลงกันที่สถานี Duomo ก่อนหน้าที่จะมา milan พยายามจะหาที่เที่ยวมากว่ามีที่ไหนบ้าง แต่ก็ไม่เห็นมีที่เที่ยวไหน เห็นคนไปกันแต่ Duomo และก็มีพิเศษก็คือ ไปดู The last supper ที่ Piazza Santa Maria delle Grazie แต่รูปภาพนี้เข้าชมได้แค่ 15 นาที ตั๋วจาก official website ที่ขายราคาไม่แพงมากต้องจองล่วงหน้าและหมดไวมาก ถ้าไปซื้อ website ที่เค้าซื้อต่อมาขายอีกทีก็แพงมาก ก็เลยตัดประเด็นข้ามไปไม่ได้ไปดูคะ สรุปสุดท้ายครึ่งวันที่เราอยู่ในมิลานเราก็เลยอยู่กันแต่ตรง Duomo นี่แหละ

ขึ้นมาจาก Metro สถานี Duomo ก็จะเจอ Duomo di Milan เลย สวยงามอลังการจริงๆ 
ตรงกันข้ามกะสถานีมีอนุสาวรีย์นี้อยู่
เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองสุดท้ายแล้วก่อนเราจะกลับ ถึงโอกาสได้ช็อปปิ้งเต็มที่ เพราะไม่ต้องขนย้ายของที่ช็อปข้ามเมืองแล้ว Galleria Vittorio Emmanuele II ตรงนี้เป็นสวรรค์ของนักช็อปเลย ตัวห้างเค้าก็ใหญ่โตอลังการมาก
เข้าไปชมด้านในกัน
ร้านพระเจ้าหลุยส์และป้าดาตั้งตระหง่านอย่างโดดเด่น แถวนี้เข้าร้านไหนก็เจอคนไทยเพียบ ฮ่าๆ
 
ขนาดห้าง เค้ายังใส่ใจกะ details ของการตกแต่งขนาดนี้ สมกะเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยงานศิลป์จริงๆ
อย่าลืมไปหมุนตัวตรงเจ้าหลุมๆนี้ด้วยนะคะ จะได้กลับมาที่นี่อีก ใครทำไม่ได้เป็นก็สังเกตคนแถวนั้นคะ เค้าจะใช้ส้นเท้าปักไปในหลุมแล้วก็หมุนตัวซัก 1 รอบ ไม่ยากๆ
มื้อกลางวันก่อนจะไปช็อปปิ้ง เราฝากท้องไว้ที่ McDonalds กัน ที่นี่เป็น Set ราคาก็ตกประมาณ 8-10 ยูโร โดยเฉลี่ยแล้วแต่อย่าง จริงๆตลอดทริปเราฝากท้องไว้กะร้านแมคหลายมื้อมาก เพราะประหยัด ง่ายดี อีกอย่างเวลาเข้าห้องน้ำที่นี่ต้องเสียตังค์ แต่ร้านแมคจะมีห้องน้ำไว้บริการฟรี เว้นบางสาขาเขี้ยวมากๆจะต้องเอาใบเสร็จที่เราซื้อของที่มีบาร์โค้ดใช้บริการห้องน้ำได้มาแสดง (มีบ้างแต่เป็นส่วนน้อย เคยเจอแค่ที่ Pisa ที่เดียว)
จากนั้นเราก็จะไปช็อปปิ้งกันคะ ที่ Milan นี่จัดเป็นสวรรค์ของนักช็อปเลย Brandname เพียบ สมเป็นเมืองแห่งแฟชั่น คนที่นี่ก็จะแต่งตัวกันจัดกว่าเมืองอื่นๆที่เราไปมาด้วย แต่ที่ชื่นชมเลย พนักงานที่นี่บริการดีมากกกกกกกกก เห็นเค้า service ดี ความอยากซื้อของก็เพิ่มมากขึ้นไปอีกหลายระดับ ตรงนี้แล้วนอกจากที่ Galleria Vittorio Emmanuele II เดินไปอีกด้านหลังก็จะมี la Rinascente ห้างของกลุ่มเซ็นทรัลที่มาซื้อไว้ด้วย เดินไปอีกประมาณเกือบกิโล ตรงแถวๆถนน Via Sant'Andrea ก็จะเจอ street shopping ที่เต็มไปด้วย High ended brand อยู่ตรงนี้ ใครชอบซื้อของแบบคนไม่พลุกพล่านมาแถวนี้ได้เลยคะ ไม่ต้องไปวุ่นวายเหมือนแถว Duomo ...สาวก Chanel ต้องเดินมาตรงนี้นะคะ เพราะรอบ Duomo ไม่มี (ขอบอกว่าเดินไกล เตือนไว้ก่อนเลย)
ช็อปกันจนเย็นย่ำจริงๆแพลนว่าจะเข้าไปชม duomo di Milano ด้านใน แต่ปรากฏว่าเค้าปิดไปซะก่อน เสียใจมาก พลาดสุดๆ แถมอีกสองวันที่เหลือเราก็จะออกไปนอกเมืองแล้ว คงไม่มีโอกาสมาแก้ตัว T_T

ไปเติมพลังไอติมกันก่อนกลับที่พักคะ ร้านนี้เป็นร้าน Gelato ดังเรื่อง Chocolateชื่อร้าน Cioccolat Italiani อยู่ใกล้ๆกะร้าน McDonald นั้่นแหละคะ
เห็นเป็น chocolat ไหลๆอย่างนี้หน้าร้านเลย ไอติมที่ดังของเค้าก็คือแบบที่ใส่ chocolat เหลวในไส้ของโคน
การตกแต่งในร้านเข้า theme เทศกาล Easter
 
ตอนสั่งก็ไปเข้าคิวว่าอยากสั่งอะไรก่อน แล้วมารอรับอีกทีนึง เราสั่งโคนที่มีถั่วและไส้ช็อกโกแลต อันนึงก็ตกประมาณ 4 ยูโร.... ในร้านจะมีป้ายบอกเลยว่า 1 อันใช้เวลาประมาณกี่นาที สงสัยเพื่อ calm down ลูกค้าให้ใจเย็นในการรอ เพราะคนแน่นร้าน รอนานเหมือนกันจริงๆคะ แต่เพื่อขออร่อย ทนได้ ><
คนทำหน้าตาดูตั้งใจปั้นเจ้า Gelato มาก
หลังจากรอมาซักพักใหญ่ๆ ก็ได้ทานแล้วคะ ฟินสมใจ อร่อยมากกกกกกก Grom ที่ว่าเลิศแล้ว ร้านนี้ยกให้ชนะเลิศกว่าเลย ถ้าใครชอบ chocolate ห้ามพลาด
ตรงใกล้ๆร้านไอติมนี้มี AC milan shop ด้วยสำหรับแฟนบอลทั้งหลาย
เราก็เดินเล่นกันแถวนี้ซักพักนึง เดินไปที่โบสถ์นี้ (จำชื่อไม่ได้) แต่เค้าก็ปิดแล้วอีกเช่นกัน อดเข้าชม ได้แต่เดินรอบๆ
 
 
มาที่นี่เราเดินทางด้วย transportation หลายรูปแบบมาก ท่าจะขาดแต่รถรางนี่แหละ ไหนๆก็เจอหละ ถ่ายรูปซะหน่อยแม้ไม่ได้ขึ้น
จบแล้วสำหรับมิลานสำหรับเรา แค่เวลาประมาณครึ่งวัน ต้องยอมรับว่ามันเป็นที่ที่ช็อปปิ้งได้สนุกมากจริงๆคะ

ตอนหน้าเราจะไป Como กัน :)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 15) : Day 13 Lake Como (เลคโคโม่)