9/5/57

รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 3) : Day 1 ประสบการณ์การบินกับ Airfrance และ การเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองที่โรม (Rome)

เราคิดนานมากว่าจะเขียนรีวิวยังไงดี รูปก็เยอะ แถมเดินทางสลับเมืองไปมา แต่สุดท้ายก็ตกลงใจเป็นว่า เขียนตามวันที่เดินทางแล้วกัน น่าจะสะดวกกับคนเขียนที่สุด จะพยายามให้คนอ่านได้ปย.มากสุดด้วยหากจะไปตามรอย ....ตามอ่านตอนก่อนหน้าได้คะ
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 1) : เตรียมตัวเที่ยว Italy ด้วยตนเอง
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 2) : ที่พักใน Italy

หลังจากเกริ่นนำมาสองตอน ตอนที่ 3 นี้เราก็พร้อมเดินทางกันแล้วคะ เที่ยวบินของ Airfrance นี้ออกตอนเช้า 9.50 (ไม่ได้เป็น flight ดึกอย่างหลายสายการบินนะคะ) เครื่องที่ใช้บินก็เป็น Boeing 777 เครื่องไม่ใหม่เท่าไร แต่แอร์ดูไม่ใหม่กว่า :D

เพื่อนร่วมเดินทางประจำทริปนี้ เท่าที่สังเกตตอนขาไป คนไทยน้อยมากๆเลยคะ ทั้งเครื่องแทบจะเป็นฝรั่งล้วน เจอคนไทยแค่ราวๆ 10% เท่านั้นเอง น้อยจนน่าแปลกใจ
ระยะเวลาที่ต้องนั่งอยู่บนเครื่องก็สิริรวม 13 ชม.ได้ก่อนที่เราจะต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ปารีส (ไม่ได้บินไกลนาน เมื่อยสุดๆขอบอก) จริงๆเราก็เป็นคนสูงพอสมควรและขายาว ที่นั่งก็ไม่ได้ลำบากอะไรมาก ปัญหาคือนั่งนานมากกว่า

นั่งไปได้ซักพักก็มีอาหารมื้อแรกมาเสริ์ฟคะ ให้ไวน์และเหล้ามา 2 ขวดเลยโดยไม่ต้องขอ ต้องบอกว่าอาหารที่นี่ค่อนข้างรสชาติใช้ได้ทีเดียว โดยเฉพาะขนม อร่อย
หลังจากทานมื้อแรกไป ก็ไม่เสริ์ฟอะไรอีกเลยเกือบตลอด 10 ชม.กว่า คือ แบบว่าหิวอ่ะคะ ทิ้งช่วงนานไปนะ ไม่มี snack หรืออะไรใดๆ มาเสิร์ฟให้ ...พอนั่งๆไปเริ่มมีคนเดินถือน้ำ และน้ำผลไม้หลังจากกลับมาจากไปเข้าห้องน้ำ เราก็ไปเข้าห้องน้ำบ้าง ก็เห็นเค้ามีวางน้ำและน้ำผลไม้ และมีคุณแอร์ 2 คนยืนคุยกันอยู่ เราก็บอกว่าขอน้ำแก้วนึงคะ นางก็ตอบกลับมาว่าบริการตัวเองนะคะ งงเล็กๆ แต่ก็โอเค สายการบินนี้เป็นอย่างนี้ 

ก่อนลงเครื่องประมาณ ชม.กว่าก็มีอาหารมาเสริ์ฟอีกหนึ่งมื้อ 
ตอนขาไปนอนไม่ค่อยหลับเท่าไร ดูหนังบนเครื่องไป 3-4 เรื่องได้ ดีที่ว่าหนังโอเค ....เครื่องบินเราจริงๆแล้วกำหนดการณ์คือต้องลงที่ Paris 16.45 แต่ปรากฏว่าเครื่อง delay ไปชม.นึงเนื่องจากมีการเปลี่ยน route ที่บิน ทำให้เราไปถึงที่ Paris ประมาณเกือบ 18.00 ได้ ประเด็นที่ดราม่าก็คือ เครื่องบินที่ต่อจาก Paris เพื่อไปยัง Milan ของเราออก 18.25 คราวนี้หละต้องวิ่งกันไฟตั้ง กลัวตกเครื่อง เพราะถ้าตกเครื่องชีวิตการเดินทางของทริปนี้จะดราม่ามากตั้งแต่เริ่ม

พอไปถึง Paris เราต้องไปต่อเครื่องของ Alitalia ซึ่งเป็นเหมือน connecting flight (low cost) เพื่อเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางหลักของเรา นั่นก็คือ Rome นั่นเอง ....ถึงตรงพอลงมาจากเครื่องดูว่าต่อไป gate ไหนก็รีบวิ่ง แถม Terminal ที่เราลง เดินไป gate ที่ต่อเครื่องไกลพอควร

พอไปถึง gate เนื่องจากอันนี้เป็นด่านแรกที่เราเข้ายุโรป ก็เลยเจอ Passport control ที่นี่ ตอนที่ไปถึงด้วยความที่เครื่อง delay แถมช่องที่ตรวจก็มีเจ้าหน้าที่แค่คนเดียว นางก็ถามเยอะอีก (ถามอะไรบ้างกลับไปตามอ่านรายละเอียดได้ในตอนที่ 1) จุดนี้ คือ ลุ้นมากว่าจะตกเครื่องมั้ย 

คราวนี้เราไปกะเพื่อน 4 คน ผ่านมาได้ 3 คน อีก 1 คนโดนคนอื่นคั่นอยู่ในคิว ..เรากะเพื่อนอีกหนึ่งคนก็รีบวิ่งแจ้นไปที่ gate ก่อนเผื่อจะบอกกะเค้าได้ว่าให้รอหน่อย เพราะเวลาจุดนั้นฉิวเฉียดมาก....ปฏิบัติการณ์กระเหรี่ยงในสนามบินก็เกิดขึ้น จุดนั้นจำได้ว่าวิ่งไวมาก สายตาที่มองผ่านร้านค้าขณะวิ่งก็เกิดความเสียดายว่าถ้าเครื่องไม่ delay คงมีเวลาได้มาชิล ช็อปที่นี่นะ Laduree อย่างนี้อยู่หน้า gate เลย 

พอไปถึงปรากฏว่าคิวที่รอขึ้นเครื่องยาวพอควร รอไปรอมาเพื่อนเราก็ยังไม่มา เราก็บอกกะคนที่เช็คตั๋วว่ารอหน่อยได้มั้ยคะ เพื่อนยังติด passport control อยู่เลย นางก็บอกว่าไม่ได้ เครื่องออกตามเวลา ...จุดนั้นนี่ลุ้นมาก จะมาทันมั้ย จะมาทันมั้ย ในที่สุด ก็ทันคะ เรียบร้อย เฮ้อ ลุ้นกันจนเหนื่อย
ระยะเวลาในการบินจากปารีสไปโรมก็ประมาณ 2 ชม.คะ พอนั่งแป๊บนึงเค้าก็เอา snack มาให้ บรรยากาศในเครื่องก็เหมือนเราบิน NOK air เลย ตามนั้น
บนเครื่องนี่มีทีวีนะ แต่เป็นแบบเสียเงินฮะ
พอ 20.30 เราก็ถึงจุดหมายปลายทางคะ Rome Leonardo Da Vinci Airport ตรงนี้ไม่มีมีการตรวจ passport control ใดๆอีกแล้ว ไปเอาประเป๋าเดินทางได้เลย

แต่วันนี้มันคงไม่ค่อยใช่วันของเรา ตัวเราลงเครื่องมาแล้ว กระเป๋าเดินทางยังไม่มา เอาหละซิคุณ สัมภาระที่หอบหิ้วมาจะทำยังไง แถมตอนนี้ก็ดึกแล้วด้วย.....รอซักพัก ก็เดินไปเช็คกะที่ customer services แล้วก็พบว่า tag ตอนที่เข้าให้มาพร้อมกะ boarding pass กะเลขไฟล์ทที่ขึ้นว่าให้รับกระเป๋าที่ไหนตรง baggage claims ไม่ตรงกัน เจ้าหน้าที่ก็ให้เบอร์มาใหม่ว่าให้รอของไฟล์ทไหน ปรากฏว่ากระเป๋า delay ไปชั่วโมงกว่า

ระหว่างนั้นก็เดินไปหาซื้อ sim card เดินไปทั้ง terminal 1 และ 3 ปรากฏว่าไม่มีร้าน TIM shop เลย  คือ เพื่อนเราคนนึงที่บินมาก่อนสามารถซื้อได้ในสนามบิน แต่เราหาร้านไม่เจอ ถามคนที่โน่นหลายคน ก็บอกว่าไม่มีขายใน airport ให้ไปซื้อในเมือง wifi ใน airport ให้ใช้ฟรีได้แค่ 30 นาที สรุป ก็เลยตัดใจ ทำตามที่เค้าว่า วันแรกไม่มี internet ใช้ไปก่อน...ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเรามาดึกเกินไป หรือว่าเราไปถามไม่ถูกคน หรือว่ามันไม่มีร้านจริงๆ whatever

พอตัดใจแล้วว่าไม่ได้ sim card ก็กลับไปลุ้นกระเป๋าใหม่ ปัญหาคือ เราจะต้องนั่งรถไฟเพื่อเข้าเมืองแล้วรถไฟมันปิด 23.00 ลุ้นกันอีกแล้ว กระเป๋าจะมาทันเวลามั้ย เพราะถ้าไม่ได้นั่งรถไฟเข้าเมือง ต้องนั่งแท๊กซี่นี่เรื่องใหญ่เลย ไม่ได้plan มาก่อนว่าจะต้องเดินทางด้วยวิธีอื่น....สุดท้ายกระเป๋าก็มาในที่สุดคะตอนประมาณ 4 ทุ่มกว่า

ระหว่างตอนที่หา sim เราก็ได้ถามเส้นทางการไปขึ้นรถไฟจากคนที่นั่นแล้ว จากนั้นก็จ้ำอ้าว ลากกระเป๋าไปขึ้นรถไฟเลย เดินตามป้ายสีเหลือง To the train ไปเลย

เราจะเข้าเมืองกันด้วย  Leonardo Express ซึ่งจะเป็นรถไฟที่พาเราเดินทางจากสนามบินไปยังสถานี Central Roma - Termini Stazione รถไฟนี้ออกทุกๆ 30 นาที พอเดินไปถึงแล้วก็จะมี counter ให้ซื้อตั๋ว ก็จัดไปเลยคะ ค่าเสียหายคนละ 14 euro
อย่าลืม validate ตั๋วจากเครื่องนี้ก่อนขึ้นรถไฟ เพราะตั๋วจะมีอายุหลังจากที่ validate แล้ว 90 นาทีคะ พอตื๊ดๆมันขึ้นไฟเขียว ก็แสดงว่าใช้ได้
ที่ขายตั๋วรถไฟมีขาย Roma pass ที่นี่เลย เราก็เลยซื้อไปด้วยเลยพร้อมกัน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปหาซื้อทีหลัง เราอยู่ในโรม 3 วันก็พอดี ซื้อแบบ 3 วัน ค่าเสียหาย 36 ยูโร ไม่ต้องกังวลว่าเค้าจะเริ่มนับระยะเวลา 3 วันของอายุตั๋วตั้งแต่ซื้อ เค้าเริ่มนับตอนเราไป validate ตั๋วนี้อีกทีคะ
นี่ก็เป็นหน้าตาของเจ้่า  Leonardo Express ไม่ได้ถ่ายรูปข้างในมา แต่ที่นั่งสะดวกสบาย วางกระเป๋าใหญ่ๆได้สบาย อ่อ อย่าลืมขึ้นให้ถูก platform นะคะ (ถ้าดูป้ายแล้วงงก็เดินไปถาม counter ซื้อตั๋วได้)
ประมาณ 20 นาทีเราก็ถึงสถานี Roma Termini ...จากนั้นเราก็เดินต่อไปยังที่พัก ซึ่งคือ Independence Square Inn (ดูรีวิวเพิ่มเติมได้ใน ตอนที่ 2)

หมดวันแรกไปกะเดินทางเป็นหลัก....อย่างเหนื่อยอะคะ ลุ้นเกิ้น ตั้งแต่กลัวจะตกเครื่อง กลัวกระเป๋าหายและกลัวขึ้นรถไฟไม่ทัน แต่สุดท้ายก็ผ่านไปด้วยดี

ตอนหน้าจะได้เที่ยวกันจริงๆซะที :)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 4) : Day 2 When in Rome (โรม)