28/6/57

รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 12) : Day 10 Venice (เวนิส)

ความเดิมตอนที่แล้ว

รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 1) : เตรียมตัวเที่ยว Italy ด้วยตนเอง
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 2) : ที่พักใน Italy 
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 3) : Day 1 ประสบการณ์การบินกับ Airfrance และการเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองที่โรม (Rome)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 4) : Day 2 When in Rome (โรม)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 5) : Day 3 Vatican (วาติกัน) และ Fontana di Trevi (น้ำพุเทรวี่)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 6) : Day 4 เก็บตก Rome (โรม) 
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 7) : Day 5 ฟลอเรนซ์ (Florence) เมืองหลวงของ Tuscany
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 8) : Day 6 ช็อปปิ้งที่ The Mall Outlet และเมื่อโลกมันเอียงที่ปิซ่า (Pisa)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 9) : Day 7 Hiking Tour 5 หมู่บ้านที่ Cinque Terre
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 10) : Day 8 Siena (เซียน่า) และเก็บตก Florence (ฟลอเรนซ์)
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 11) : Day 9 Museum day in Florence (ฟลอเรนซ์) 

วันนี้เราออกเดินทางจาก Florence เพื่อมุ่งหน้าไปยัง Venice กันคะ เมืองในฝัน และเมืองแห่งความโรแมนติกที่หลายๆคนใฝ่ฝันถึงว่าจะต้องมาให้ได้ซักครั้งในชีวิต  เราก็ไปขึ้นรถไฟกันที่ Firenze S. M. Novella  เพื่อไปยังสถานี Venezia S. Lucia 
สถานี Venezia S. Lucia  นี้อยู่เข้าไปในเกาะนะคะ ตอนรถไฟแล่นไปเกือบจะถึงเกาะก็จะเห็นวิวอย่างนี้
จากนั้นเราก็จะไปซื้อตั๋วเรือเมล์กัน เราจะอยู่ที่นี่กันทั้งหมด 2 คืนก็เลยซื้อ Vaporetto pass แบบ 48 ชั่วโมง ราคา 30 ยูโร บัตรนี้สามารถขึ้นเรือไปที่ไหนก็ได้ ข้ามไปเกาะข้างเคียงอย่าง มูราโน หรือ บูราโนก็ได้ เราว่าซื้อบัตรเหมาไปเลยก็สะดวกดี ยิ่งถ้าข้ามไปเกาะข้างๆด้วยก็ยิ่งคุ้มค่าตั๋ว แต่ถ้าใครไม่ได้จะข้ามไปไหนเท่าไร อาศัยใช้เดินในเกาะหรือซื้อเป็นเที่ยวๆเอาก็พอไหวคะ ก็ลอง trade off คำนวณค่าใช้จ่ายและความสะดวกดู 
ก่อนขึ้นเรือทุกครั้งก็อย่าลืม validate ตั๋วก่อน
หลังจากนั้นเราก็นั่งเรือเมล์ไปยังที่พักคะ ก่อนขึ้นเรือก็ดูป้ายดีๆว่าเราจะไปลงป้ายไหน มันจะมีลูกศรบอกทิศทางของเรือว่าไปทางไหน ขึ้นให้ถูกโป๊ะ เช่น a b c d เป็นต้น ท่าเรือที่นี่เค้าก็สะดวกดีสำหรับนักท่องเที่ยว ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ขึ้นเรือนี่สบายมาก ไม่มีปัญหาอะไรเลย เป็นทางลาดให้ รวมถึงมีเวลาบอกว่าเรือที่เราจะไปอีกกี่นาทีจะมาถึง

พอเข้าที่พักเรียบร้อยเราก็เดินเล่นดูตัวเมืองซะหน่อย เวนิสแตกต่างไปจากเมืองอื่นที่เรามา ที่นี่จะล้อมรอบด้วยทะเล มีคลองเป็นรูปตัว s ตัดกลาง เส้นทางหลักของเรือที่ผ่านก็คือแกรนด์คาแนล ตามตรอกเล็กๆต่างๆ ก็จะมีเรือกอนโดลา (Gondola) มากมายเป็นเอกลักษณ์ของเมือง
 
ตอนนี้ท้องร้องแล้ว เราจะไปหาข้าวกลางวันทานกันคะ ร้านนี้ตอนจองโรงแรมผ่าน Venere.com ไปพอถึงวันที่จะมาถึงเค้าก็ส่งคล้ายๆ recommendation / to do list ใน venice มาให้ แล้วเราก็เลือกร้านนี้ Alfredo's fresh pasta to go จาก To eat list ของเค้า ประกอบกับใน trip advisor ร้านนี้คะแนนมาเป็นอันดับต้นๆเลยทีเดียว ตอนหาร้านก็เดินๆไปเรื่อยๆ ปรากฏว่ามันลึกลับซับซ้อนอยู่ในซอกลืบมาก แต่คนเพียบ รอคิวเยอะอย่างที่เห็น
 
คุณลุงเจ้าของร้าน
 เส้นพาสต้ามีให้เลือก 4 แบบ
 เลือกกินหลายๆซอส โดยรวมก็อร่อยดีนะ แต่ไม่ได้กรี๊ดมาก
 
 
จากนั้นเราก็เดินไปยัง landmark สำคัญของเวนิส นั้นก็คือ Piazza San Macro จัตุรัสซาน มาร์โก ตรงนี้ประกอบด้วยสถานที่สำคัญๆอย่าง Dodge's Palace โบสถ์ซาน มาร์โก หอระฆัง
 
 ขอบอกว่าคนเยอะมาก วุ่นวายสุดๆตรงนี ปกติเรามีพลังงานเหลือล้นมากในการถ่ายภาพมาเจอที่นี่ปวดหัวเลย เหนื่อยกะคนเยอะ เลยขอลบลี้ไปเดินเล่นแถวริมทะเลก่อน
 
ฺBridge of Sigh
รูปปั้นใครก็ไม่รู้
จากนั้นเราตัดสินใจไปนั่งเรือเล่นล่อง Grand canel เก็บวิวสะพานดังของที่นี่กันก่อน เริ่มด้วย Ponte di Rialto สะพานริอัลโตเป็นสะพานที่เก่าแก่ที่สุดและมีชื่อเสียงสุดในเวนิส
วิวบนสะพาน
 

ไปอีกสะพานนึง Ponte dell Accademia สะพานอะคาเดเมีย เป็นสะพานไม้ จริงๆเป็นโครงก่อนที่แบบจริงจะได้สร้าง แต่ก็ยังไม่มีการสร้างแบบจริงขึ้นมา จึงคงไว้เช่นนี้
ขึ้นไปบนสะพานจะได้เห็นวิวโบสถ์ซานตา มาเรีย เดลลา ซาลูเต
 
 
บนสะพานต้องมี locker คู่รัก

เดินเล่นแถวนั้นเล็กน้อย ที่นี่มะพร้าวเค้ากินกันแบบดิบงี้เลย ผิดกะบ้านเรามาก
 

จากนั้นเราก็กลับไปยัง San macro ใหม่คะ เราจะไปขึ้นหอระฆัง Campanile กัน
ซื้อตั๋วเข้าชมกันก่อน 8 ยูโรคะ
 
 ที่นี่หอระฆังสูงถึง 98.6 เมตร โชคดีมากที่มีลิฟต์ การเข้าชมเลยสบาย
 วิวด้านบน งดงาม ตั้งแต่ปีนขึ้นที่สูงเพื่อชม top view เมืองต่างๆ เราชอบที่นี่สุดหละ คุ้มค่ามากกะค่าเข้า แถวไม่เหนื่อย มันเห็นหมดทั้งวิวเมือง วิวทะเล สถาปัตยกรรมโดยรวมแต่ละด้านก็แปลกตา
 ที่เก้าอี้เรียงๆกันนี้เป็นร้านกาแฟชื่อดัง เดี๋ยวเราจะลงไปทานกันคะ
 จัตุรัส โดยรอบเรียงรายไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร บรรดาแบรนด์เนมชื่อดัง ก็อยู่ตรงนี้
 San Giorgio Maggiore
 
 ขึ้นมาหอระฆัง ก็ต้องดูระฆัง ^^
 เสาสองต้นที่เห็นด้านล่างนี้อดีตใช้เป็นจุดบอกเขตแดนอย่างเห็นทางการว่าถึงเวนสแล้ว บนยอดเสาต้นหนึ่งเป็นรูปเซนต์ ธีโอดอร์ อีกต้นหนึ่งเป็นรูปสิงโตมีปีก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเซนต์มาร์ค
 เมืองรายรอบด้วยทะเล
 เสียดายที่ปิดซ่อมมหาวิหารซานมาร์โก (Basillica di San Marco)
 ข้างบนหนาวมากคะ ลมพัดแรงสุดๆ ตัวสั่นเลย ลงมาหากาแฟร้อนจิบกันดีกว่า นี่ไงร้านที่เกริ่นไว้ตอนแรก Caffe Florain
ส่วนที่นั่ง Outdoor
จะมีดนตรี orchesta มาบรรเลงให้ฟัง ขอบอกว่ามาเต็มแบนด์มาก นั่งแล้วไม่อยากลุกไปไหน คือ มันดีอะ
 
ร้านนี้เค้าเปิดมาตั้งแต่ปี 1720 เกือบ 300 ปีแล้ว!
 ดูจากบริกรคนเสริ์ฟ ทักซิโด้มาเต็ม
 ขนมและเครื่องดื่มที่สั่ง รสชาติใช้ได้หมด โดยเฉพาะกาแฟ
 
 
 
 
 ตอนเสริ์ฟนี่ยกมาเป็นถาดแบบนี้เลย
 ค่าเสียหายมื้อนี้ 105.5 ยุุโร แพงมั้ย แพงมาก คิดค่านั่งด้วยคนละ 6 ยโร แต่ถามว่าดีมั้ย ตอบดีมาก คุ้มราคา บรรยากาศดี ดนตรีเพราะ อาหารอร่อย ...สักครั้งหนึ่งในชีวิต
เดินเก็บตกแถวจัตุรัส 
 ของที่ระลึกของเวนิส หน้ากาก และแก้วมูราโน
 
 
 เสียดายไม่ได้ออกมาถ่ายวิวสะพานตอนกลางคืน มืดสุดที่ถ่ายได้คือแค่นี้
 
ตอนหน้าเราจะไปเที่ยวเกาะมูราโนและบูโรนากันคะ :)
 รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 13) : Day 11 มูราโน (Murano) บูราโน (ฺBurano) และล่องกอนโดลา (Gondola) ในเวนิส (Venice)