10/5/57

รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 4) : Day 2 When in Rome (โรม)

ความเดิมตอนที่แล้ว
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 1) : เตรียมตัวเที่ยว Italy ด้วยตนเอง
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 2) : ที่พักใน Italy 
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 3) : Day 1 ประสบการณ์การบินกับ Airfrance และการเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองที่โรม (Rome)

ไปเที่ยวโรมกันคะ ก่อนอื่นขอพูดถึงเจ้า Roma pass รายละเอียดและเงื่อนไขของบัตรดูเพิ่มเติมได้ใน website บัตรนี้่เหมือนเป็นบัตรเบ่งในโรมคะ ใช้ขึ้นรถโดยสารได้หมดทั้งรถเมล์และ Metro แถมใช้เข้าพวก Museum Gallery ใน list ได้ 2 แห่ง ข้อดีอีกอย่าง คือ ไม่ต้องต่อคิวยาวๆ จะมีช่องทางพิเศษให้สำหรับผู้ถือบัตร Roma pass ส่วนตัวเราว่าคุ้มทีเดียวสำหรับค่าบัตร 36 ยูโรใน 3 วัน เพราะค่าเข้าพวก Museum ที่นึงก็ 10 กว่ายูโรแล้ว แถมเป็นค่าซื้อเวลา ไม่ต้องไปเสียเวลาต่อคิวนานๆ
จากในรูป เจ้าบัตรบนสุดด้านซ้ายมือคืออันที่เราจะต้องใช้พกตลอดเวลา อย่าทำหายนะคะ...การเริ่มต้นใช้งานก็แค่หยิบบัตรมาเขียนชื่อของเราด้านหลังบัตร แล้วก็เริ่มใช้ได้เลย อย่างขึ้น Metro ก็แตะบัตรเหมือนเราขึ้น BTS บ้านเรา ง่าย และสะดวกมาก ...ระยะเวลาการใช้งาน 3 วันก็จะนับเริ่มต้นตั้งแต่ครั้งแรกที่เราแตะบัตร....สำหรับเรา เราเลือกใช้ Roma pass เข้า 2 แห่ง คือ Colosseum และ Borghese Gallery

มาเริ่มกันที่จุดหมายปลายทางแรกของทริปนี้ เราจะไปกันที่ Colosseum กันคะ การเดินทางก็ใช้ Metro มาลงกันที่สถานี Colosseum ได้เลย ลงจากสถานีก็มองเห็น Colosseum เลย
 เราก็เดินไปหาทางเข้ากันคะ โดยเข้าช่องทางสำหรับ Roma pass ก็จะเข้าไปได้เลย ...พอเข้าไปถึงก็เดินตรงขึ้นไปชั้น 2 ก่อน ก็จะเห็นวิวด้านบนของ Colosseum แบบนี้ ในป้ายก็จะมีบอกว่าจุดสำคัญต่างๆเป็นที่ใดบ้าง
Colosseum นี้ก็เหมือนสนามกีฬาสมัยนี้ แต่เอาไว้ดูการต่อสู้ของกลาดิเอเตอร์ จุคนได้ถึง 50000-80000 คนเลยทีเดียว....แต่อีกใจนึงขณะที่เรามองดูตรงนี้ไป เราก็มองว่าคนสมัยนั้นก็โหดร้ายเหมือนกันนะ มาดูคนสู้กะคน คนสู้กะสัตว์ หรือสัตว์สู้กับสัตว์ ถึงขั้นเอาชีวิต ><"
งานที่สร้างสมัยนั้น ใช้หินสร้างได้ยิ่งใหญ่อลังการขนาดนี้นี่น่านับถือฝีมือมากๆ
 แต่ละด้านของโคลอสเซียมก็จะมีรูปประตูโค้ง
หลังจากเราเดินวนไปรอบนึง จะมีจุดนึงที่ออกไปชมวิวได้คะ เห็นเป็นวิวของ Arch of Constantine....เสียดายอย่างนึง ไปที่ไหนที่ไหนของทริปนี้ จะต้องมีอะไรปิดซ่อมตลอด
และ Palatine Hill
จากนั้นเราก็เดินลงมาที่ชั้นล่างกันคะ ใครเคยดูหนังเรื่อง Jumper น่าจะคุ้นเคยกับฉากนี้ดี เหมือนที่พระเอกกะนางลงมาวิ่งในหนัง
ดูหินที่ค่อยๆเรียงร้อยขึ้นไป โดยหินแต่ละก้อนจะถูกยึดด้วยหมุดเหล็ก
หลังจากที่เราชื่นชมความอลังการของโคลอสเซียมด้านใน ซึ่งได้ต้นแบบมาจากโรงละครของกรีกกันแล้ว เราก็เดินออกมาด้านนอกกันบ้าง
ด้านนอกก็จะมีคนมาขายของเยอะเหมือนกัน (จริงๆแล้วก็เหมือนๆกันทุกที่)
ต่อไปเราจะไปกันที่พาลาทีน ฮิลล์ (Palatine Hill) และ โรมันฟอรัม (Roman Forum) กัน ซึ่งค่าเข้าชมก็รวมไปกับค่าเข้าของโคลอสเซียม (Colosseum) แล้ว

พาลาทีน ฮิลล์ (Palatine Hill) เป็นเนินเขา 1 ใน 7 แห่งของโรม เคยมีการสร้างเมืองขึ้นมาตรงนี้ แต่ตอนนี้ก็เหลือแต่ซากปรักหักพัง เราก็จะขึ้นไปชมวิวตรงนี้กัน

มองลงไปก็เห็นโรมันฟอรัม
เห็นโคลอสเซียมที่เราเพิ่งไปกันมา
แล้วก็เห็นอนุสาวรีย์กษัตริย์วิคเตอร์ เอมานูเอลที่ 2 ซึ่งเดี๋ยวเราก็จะไปที่นี่กันคะ
ถ่ายๆรูปอยู่จะมีเจ้านกประเภทนี้มาเป็นนายแบบให้บ่อยมาก ขอบอกว่าตัวจริงมันตัวใหญ่และเสียงร้่องน่ากลัวมาก
จากนั้นเราก็เดินลงไปที่โรมันฟอรัม ซึ่งสมัยก่อนบริเวณนี้เป็นศูนย์กลางด้านการเมืองการปกครองของกรุงโรม พิธีกรรมทางศาสนาก็มักจะเกิดที่นี่

ระหว่างทางเดินไปก็เจอ Arch of Titus ซึ่งเป็นต้นแบบการสร้าง Arc de Triomphe อันโด่งดันของฝรั่งเศส
 
บริเวณ Roman square นี้สิ่งก่อสร้างก็จะอยู่ใกล้ๆกัน

วิหารจูเลียส ซีซาร์ (Temple of Julius Caesar) หลังจากที่จูเลียส ซีซาร์ถูกลอบสังหารก็มีการนำศพมาเผาที่นี่
วิหารเทพเจ้าแซเทริ์น (Temple of Saturn) เป็นวิหารที่เก่าแก่สุดในโรมันฟอรัม
Temple of Castor and Pollux
ประตูชัยเซฟติมุส เซเวรุส (Arch of Septimius Severus)

Curia หรือ Senate House
ที่นี่เค้ายังรักษาซากปรักหักพักที่เหลืออยู่ไว้ได้ดี มัน contrast มากเหมือนกันนะ เมืองเก่าที่ถูกรักษาไว้ตัดกับเมืองใหม่ในยุคปัจจุบัน แค่ข้ามถนนออกไปก็เหมือนอยู่กันคนละยุค
จุดนี้เริ่มหิวมาก เป็นเวลาบ่ายกว่าแล้ว เราก็เริ่มหาร้านอาหารกัน พอเดินไปถึงร้านที่ตั้งใจปรากฏว่าปิดเนื่องจากว่าเป็นวันอาทิตย์ เลยทานร้านแถวนั้นแทน Ceasar Pizza เห็นคนเข้าแถวซื้อเยอะเหมือนกัน จะ eat in ก็ได้ แต่คนแถวนั้นชอบซื้อแล้วออกมานั่งทานตรงบันไดหน้าร้านกัน
เราก็สั่งกันตามนี้ มื้อแรกในอิตาลี เหมือนกินกันตายมากกว่า รสชาติไม่แย่นะ แต่ยังไม่ฟิน
พิซซ่า
ลาซานญ่า
แซนวิช
ค่าเสียหายมื้อนี้
ท้องอิ่มแล้ว เราก็จะไปกันต่อที่อนุสาวรีย์กษัตริย์วิคเตอร์ เอมานูเอลที่ 2 (II Vittoriano) ซึ่งก็อยู่ใกล้ๆกะ Roman Forum ที่เราเดินมานั่นแหละ
ของจริงมันใหญ่ อลังการมาก สมกะที่สร้างเป็นที่ระลึกให้กษัตริย์ผู้รวมประเทศอิตาลี แต่เราสังเกตอะไรมั้ยว่ามันเหมือนอะไร ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก
เค้าแซวกันว่าอนุสาวรีย์นี้น่าเกลียด แม้มันจะใหญ่โตก็จริง คือ ไอ้ความที่มันโค้งๆก็เลยโดยล้อเลียนว่าเป็นเครื่องพิมพ์ดีดบ้าง เป็นฟันปลอมบ้าง....ของจริงเราว่ามันก็สวยอยู่นา

ตอนที่ไปเห็นเค้าติดป้ายว่าที่นี่เป็นกระทรวงวัฒนธรรมของอิตาลีด้วย
 
เดินขึ้นไปก็จะเห็นวิวโดยรอบ จริงๆมันมีขึ้นลิฟต์ไปดูด้านบนอีกได้ แต่ต้องเสียค่าเข้าเพิ่ม จำไม่ได้ว่า 7 หรือ 8 ยูโร แต่เราไม่ได้ขึ้นไปนะ เดินแค่รอบๆที่เค้าให้ขึ้นมาได้ก็ได้วิวแบบนี้
 

ตรงหน้า II Vittoriano มีคนมาทำกิจกรรมมากมาย
 
 
จากนั้นเราจะไปย่านเก๋ๆของเมืองโรมกันคะ นั่นก็คือ Trastever  (ตราสเตเวเร) ตอนเปิด google map เพื่อหาเส้นทางให้ค้นหาว่าจะไป Santa Maria Maggiore (Piazza di Santa Maria in Trastevere) แทน เพราะถ้าหา Trastever อย่างเดียวมันกว้างไป เดี๋ยวจะหลงเหมือนเราซะเปล่าๆคะ นั่งรถเมล์เลยป้ายไปไกลเลย

ด้วยความที่หลงแล้วต้องเดินย้อนกลับ ก็เลยเจอร้านไอติม มาอิตาลีก็ต้องกิน Gelato ใช่มั้ย จัดไปแท่งแรกสำหรับทริปนี้
 
ร้านนี้เจอโดยบังเอิญแถมอร่อยด้วย ไม่ผิดหวังจริงๆ แท่งละ 2 ยูโร  รสเลมอนอร่อยมาก
 
Trastevere อยู่ใกล้ๆกะแม่น้ำไทเบอร์ แถวนี้ตอนที่ลงรถเมล์ไปจะไม่เหมือนไปย่านท่องเที่ยวเลย เหมือนเป็นบ้านคนรวยๆมากกว่า แต่พอเดินไปในตรอกที่จะเข้าไปโบสถ์ถึงจะได้เจอว่าอ่อ มันเป็นแหล่งท่องเที่ยวชิคๆจริงๆ เหมาะกะมาเดินชิลๆ กะหาอะไรอร่อยๆทาน ร้านเก๋ๆแถวนี้เยอะมาก 
 
 
 
 
พอเดินไปถึงตรงลานหน้าโบสถ์จะมีน้ำพุ ซึ่งคนมานั่งฟังดนตรีสดกันเพียบ บอกเลยว่าชอบย่านนี้มาก
ตรงหน้าลานก็จะมีร้านอาหารอยู่รอบๆ สไตล์ที่นี่เค้าชอบทาน outdoor ตากแดดกันมากๆ
จัดเป็นลานกิจกรรม
ตรงลานนั้นแหละคะที่เป็นที่ตั้งของโบสถ์ซานตา มาเรีย มายอเร (santa Maria Maggiore) จริงๆชื่อโบสถ์เดียวกันนี้มาหลายที่มากมาย ต้องระบุต่อท้ายว่าเป็นย่านไหน เช่นที่นี่ก็เรียกว่า Piazza di Santa Maria in Trastevere 
โบสถ์ข้างหน้าดูเล็ก ไม่ค่อยสวย แต่ข้างในก็สวยดีนะคะ โบสถ์นี้จัดว่าเป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโรม งานศิลปะด้านในส่วนใหญ่จะเป็นงานโมเสก ชอบความรู้สึกเข้าไปในโบสถ์ที่ประเทศนี้อย่าง รู้สึกถึงความขลัง และสงบ (ขนาดเราเป็นพุทธ)
 
 
 
 
จุดเทียนส่งสารแห่งความปรารถดีให้ดวงวิญญาณได้ อย่าลืมบริจากให้กะทางโบสถ์ด้วยนะคะ
จากโบสถ์นี้เราก็จะเดินไปที่จิอานิโคโลฮิลล์ Gianicolo Hill - Piazzale Garibaldi จริงๆจาก Trastever ไปมีรถเมล์ขึ้นไปถึงโดยไม่ต้องเดิน แต่กว่าจะเดินไปป้ายรถเมล์ก็ไกลหละ เดินต่อไปเลยหละกัน....ทางเดินชันพอควร เป็นทางขึ้นเขา ใครรักสบาย แนะนำให้ขึ้นรถเมล์ไปคะ ฮ่าๆ

ระหว่างทางไปเจอน้ำพุตรงนี้ สวยดี มีคนมาถ่าย pre wedding ด้วย
 
เลยจากจุดนี้ไปก็จะเห็นเป็นจุดชมวิวและสวนสาธารณะ วิวของจริงมองด้วยตาสวยกว่ารูปที่เราถ่ายออกมามากมาย (ถ่ายรูปยากอ่ะพอมันไกล มีต้นไม้บังด้วย จริงๆเพราะฝีมือเราต่างหาก T_T)
 
ตรงบริเวณสวนนี้จะได้เห็นคู่รัก สวีทกันเป็นระยะๆ อย่าอิจฉาไป T_T
จากนั้นเราก็จะกลับไปทานข้าวกันแถว  Trastever กัน นั่งรถเมล์จาก Gianicolo Hill ลงมาคะขากลับ ....เราเลือกร้านตาม Tripadvisor เลยมาลงที่ร้านนี้ San Cosimato
ที่นั่งก็มีให้เลือกทั้ง outdoor และ indoor แต่อย่างที่บอกคนที่นี่เค้าชอบนั่ง outdoor มากกว่าคะ ตอนที่เราไปสักประมาณ 2 ทุ่มก็เริ่มหนาวอีกครั้ง (พอแดดหมด) เค้าก็จะจุดที่ผิงไฟให้ ให้ความอบอุ่นพร้อมบรรยากาศดีขึ้นไปอีกแบบ อันนี้รูปภายในร้าน

อันนี้เป็นอาหารที่สั่งคะ อร่อยแทบทุกอย่างเลย ร้านนี้เป็น 1 ในร้านที่เราประทับใจมากสำหรับทริปนี้ ตอนสั่งกะไม่ถูกว่าปริมาณจะเยอะน้อย คนรับออเดอร์เป็นผู้หญิงจีนนางบอกจานไม่ใหญ่ เลยจัดเต็ม สรุปยกมาแต่ละจาน จานใหญ่นะ แต่ก็กินกันหมดอยู่ดี 55
สปาเก็ตตี้นี่ก็อร่อย
ซีฟู้ดทอด
meetball

จานนี้อร่อยมาก เป็นปลากะpotato
มื้อนี้ค่าเสียหายทั้งสิ้น 70 ยูโร ตามร้านอาหารพวกนี้มักจะมีค่านั่ง Coperto อยู่ประมาณ 1.5-2 ยูโรต่อคนคะ แล้วแต่ร้าน แต่ไม่มี service chargeเพิ่มอย่างบ้านเรา

จากนั้นเราก็นั่งรถเมล์กลับไปที่ Colosseum เพื่อดูวิวของ Colosseum  ยามค่ำคืน ....อ่อ ออกตัวก่อนว่าอย่าถามว่านั่งรถเมล์สายอะไร ตรงไหน เพราะใช้ google map ล้วนๆ จำอะไรไม่ได้เลยคะ

ปรากฏว่ามีรูป Colosseum  ตอนกลางคืนที่เป็นวิวเดี่ยวๆแค่รูปเดียวในกล้อง T__T รูปอื่นมีแต่นางแบบหมด ...พอไปดูตอนกลางคืนก็สวยงามไปอีกแบบนึงนะคะ คนน้อยดี
จบแล้วสำหรับการเดินทางวันนี้ :)
ตอนถัดไป
รีวิว เที่ยวอิตาลี (ตอนที่ 5) : Day 3 Vatican (วาติกัน) และ Fontana di Trevi (น้ำพุเทรวี่)