18/1/58

รีวิว เที่ยวญี่ปุ่น (ตอนที่ 2) : คาวากุจิโกะ (Kawaguchiko)

ความเดิมตอนที่แล้ว

หลังจากเราเที่ยวที่โตเกียวกันไป 2 วันแล้ว จุดหมายถัดไปของเราก็คือ คาวากุจิโกะ (Kawaguchiko) หลังจาก check out จากโรงแรมกันแล้ว เราก็เตรียมตัวเดินทางกันไปที่ Shinjuku highway bus terminal สถานีรถบัสนี้อยู่ที่ West exit of shinjuku station ใกล้ๆกับ yodobashi camera 

ด้วยความที่เราพักที่ Best Western Shinjuku Astina Hotel Tokyo ซึ่งทาง East exit วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการเดินทางไปยังสถานีพร้อมสัมภาระก็คือเรียกรถแท๊กซี่ จำค่าใช้จ่ายไม่ได้แล้ว แต่จำได้ว่าไม่แพงมาก ถ้าเดินไปนี่ไกลเอาเรื่องเลยทีเดียว ก่อนออกจากโรงแรม เราก็ช่วยบอกให้ทางโรงแรมเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นให้เพื่อบอกแท๊กซี่ว่าเราจะไปที่ bus terminal นี้ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดทางการเดินทาง

จริงๆแล้วตอนที่เราเตรียมทริปการเดินทาง เราได้จอง online รอบรถบัสมาแล้วผ่านทางเว็บไซด์ พอมาถึงที่ Shinjuku highway bus terminal  เราก็เอาใบจองที่ปริ๊นท์มายื่นที่เคาน์เตอร์ พร้อมกับชำระเงินได้ทันที สะดวกมากๆ 
 ค่าโดยสารก็คนละ 1750 เยน
พอถึงรอบรถของเรา ก็ไปขึ้นรถได้ที่หน้าสถานีเลยคะ 
เราก็นั่งกันสุดสายเลยคะ จาก Shinjuku ไปลง Kawaguchiko รวดเดียว ไม่ต้องมีเปลี่ยนรถให้ยุ่งยาก ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงที่หมาย
พอถึง Kawaguchiko station เราก็เดินไปที่ Concierge desk ก่อนเลย เพื่อขอ map และถามรายละเอียดต่างๆสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในคาวากุจิโกะ มาถึงตรงนี้ เราก็บอกให้พนักงานช่วยเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นว่าจะซื้อตั๋ว  2 days pass package ซึ่งจะรวมการเดินทางโดยใช้ Retro Busได้ไม่จำกัดเที่ยว ในเวลา 2 วัน ขึ้นกระเช้า Kachi Kachiyama Ropeway และนั่งเรือชมวิวฟูจิ ที่ Kawaguchiko Lake ให้ เพื่อไปซื้อที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วอีกที
พอมาถึงเคาน์เตอร์ที่ขายตั๋วก็ยื่นกระดาษที่ทาง Concierge ช่วยเขียนให้ ก็ได้ตั๋วมา 3 ใบนี้ ย้ำ ให้ระวัง อย่าทำตั๋วหายนะคะ 
 ราคารวม 2300 เยน
เพื่อความไม่สับสนสำหรับการเดินทางใน kawaguchiko (ถ้าได้ map ประกอบก็จะ get ง่ายมาก พอดีไม่ได้เก็บมา) ขออธิบายอย่างนี้คร่าวๆ การเดินรถจะเริ่มจากจุดที่ 1 คือ kawaguchiko station แล้วก็ไล่ไปจนถึงจุดที่ 22 ซึ่งอยู่ลึกที่สุดของเส้นทางการเดินรถ แล้วรถก็จะวนกลับมาจากจุดที่ 22 มาสู่จุดหมายปลายทางที่จุดที่ 1 เสมอ ฉะนั้นการวางแผนการเดินทางของเราเราก็ดูได้เลยว่าเราอยากจะลงไปเที่ยวชมที่จุดไหน ใน map มันก็จะมีบอกว่า attraction ของแต่ละจุดมีอะไรที่สำคัญ เช่น ropeway และ sightseeing boat อยู่จุดที่ 11 หรือ Museum of art อยู่จุดที่ 16 เป็นต้น ข้อดีของการใช้รถบัสที่นี่ คือ ตรงเวลามากกกกกก บอกว่ามาถึงกี่โมงนี่เป๊ะมาก ทำให้เรากะเวลาเที่ยวในแต่ละจุดและการเดินทางได้ง่ายมาก เวลาขึ้นรถโดยสารเค้าจะยังไม่ตรวจบัตรอะไร แต่พอตอนจะลงเราก็จะต้องโชว์บัตร pass ของเราให้เค้าเห็น แต่ข้อจำกัดนึงของการใช้ bus pass อันนี้ คือ หลัง 17.30 จะไม่มีรถบัสแล้ว ฉะนั้นก็พยายามกลับถึงที่พักก่อนเวลารถหมด และก็รถรอบแรกเริ่ม 9.00 ฉะนั้นถ้าเราจะต้องเดินทางนอกเวลาที่รถบัสที่ไม่สามารถใช้ pass เราจะต้องนั่งแท๊กซี่แทน (หลายพันเยน) หรือ นั่งบัสที่เสียเงินเพิ่มเติม (คนละประมาณ 500 เยนต่อเที่ยว ทั้งนี้ขึ้นกะระยะทาง และต้องเช็ครอบอีกทีนะ เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีรถถึงกี่โมง) หากจำเป็นจะต้องเดินทางนอกช่วงเวลา bus ฟรี ปรึกษาทาง Concierge หรือทางโรงแรมได้เลย ว่าใช้วิธีไหนดี 
จากนั้นเราก็เดินทางจากที่ kawaguchiko station ไปยังที่พัก โดยขึ้นรถ bus ซึ่งรวมอยู่ใน package ที่เราซื้อแล้ว ก่อนขึ้นรถก็สังเกตให้ดีขึ้นให้ถูก line เราต้องใช้เส้น red line นะคะ
เราพักที่  Sunnide Resort Hotel  ซึ่งจุดจอดรถคือเบอร์ 20 ลงหน้าโรงแรมเลย สะดวกมากๆ อ่านรีวิวเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมได้ตามลิงค์คะ 
 
หลังจาก checkin อะไรเรียบร้อยแล้ว เราก็นั่งรถกลับมาที่ kawaguchiko station อีกที มาหามื้อกลางวันทาน โดยไปกินร้านนี้ Hoto Fudo ร้านอยู่ตรงข้ามกะสถานีเลย มองไปก็เห็น 
 บรรยากาศในร้าน คนเยอะเลยย
 Hoto เค้าบอกว่ามาที่ kawaguchiko ให้กินอันนี้ อารมณ์ประมาณอาหารพื้นเมือง ของจริงหม้อใหญ่มากก เส้นมันนุ่มๆลื่นๆดี ไม่มีเนื้อสัตว์เลย เน้นผัก ซุปก็ผัก 55 ใครชอบก็ชอบนะ เราว่าก็อร่อยดี แต่เพื่อนที่ไปด้วยกันนี่ไม่ชอบเลย แต่ส่วนตัวเราว่าไหนๆก็มาแล้ว ลองกินซักมื้อก็ไม่เสียหายอะไร ส่วนขนมข้ามเลยไม่ต้องสั่ง งั้นๆมาก
 จากนั้นก็เดินกลับมาที่สถานี เราจะไปกันที่ Chureito Pagoda ก็กลับมาซื้อตั๋วรถไฟไปลง Shimoyoshida staion ซื้อตรงหน้าต่างนั้นแหละ ค่าตั๋วประมาณคนละ 300 เยน
เดินออกมาที่ชานชลาจะมารอรถไฟ เห็นฟูจิซัง อายๆอยู่
 เราไปคันนี้ รถจะมีสับราง ทำให้เรางงๆว่าเราขึ้นถูกสายรึป่าวเล็กๆ อย่าตกใจไป
 พอถึง Shimoyoshida station ออกจากสถานีมาก็ถามพนักงานที่สถานีได้เลยคะว่าจะไป Chureito Pagoda เค้ายื่น map ส่งให้เลยพร้อมพยายามบอกทางให้ ที่ญี่ปุ่นนี่คนอัธยาศัยดี มีน้ำใจมาก เวลาถามอะไร เค้าจะพยายามช่วยเหลือสุดๆ ปลื้มปริ่ม เป็นเหตุนึงที่อยากให้กลับมาเที่ยวที่นี่อีก อย่างตอนที่เดินไปจากสถานี ด้วยความที่ระหว่างทางเดินไปเนี่ย เราไม่เจอใครที่เป็นผู้ร่วมทางเราเลย แต่เห็น pagoda อยู่ไกลๆหละนะ มีแก๊งค์เด็กนี้ปั่นจักรยานมาก ก็เลยถามน้องเค้าว่าพี่เดินมาถูกทางแล้วใช่มั้ย น้องเค้าพูดอังกฤษไม่ค่อยได้มาก แต่กะตือรือล้นจะช่วยสุดฤทธิ์
ทางขึ้น Chureito Pagoda โหดใช้ได้ บันได 400 กว่าขั้น แต่ทางเดินง่ายนะ
 
 วันที่เราไป ฟ้าตรงอื่นเปิดหมด เว้นฟูจิซัง จะมีเมฆมาบดบังเสมอ
 ระหว่างทางขึ้น ก็จะมีจุดพักเป็นระยะๆ
 
 ตอนที่ไปนี่ ใบไม้แดงข้างทางเริ่มโรยลากันไปหมดหละ
 คุณลุงคนนี้ฟิตมาก เดินขึ้นมาดูท่าไม่เหนื่อยเลย
 ขึ้นมาบนสุดถึง pagoda มองไปก็จะเห็นวิวนี้
เจดีย์แดงนี่แหละ Chureito Pagoda  ที่นี่ขอบอกว่าเป็นที่ที่มีนักท่องเที่ยวมาน้อยมากกก วัดจากวันที่เราไป มีแค่กลุ่มเรากลุ่มเดียว กะคุณลุงคนนั้นที่เดินขึ้นมา
 Chureito Pagoda เหมือนว่าไม่มีอะไรใช่มั้ย ><  จริงๆแล้ว สิ่งที่ทำให้เรามาที่นี่ก็คือ เคยเห็นรูปของคนที่ถ่ายที่นี่มุมนึง ทำให้ต้องมา ซึ่งมุมนั้นก็ต้องปีนเขานี้ขึ้นไปอีกนิด
 เพื่อให้เห็นฉากหลังของ pagoda และ fujisan คู่กัน


 แต่วันที่เราไป ฟ้าไม่เป็นใจจริงๆ
 รอแล้วรอเล่า เมฆก็เหมือนมีแรงดึงดูดกะฟูจิซังเหลือเกิน ปกคลุมตลอด
สำหรับการเดินทางกลับจากที่นี่ก็ทำเหมือนขามา แต่วางแผนดีๆนะคะ อย่าพยายามกลับเย็นมาก ไม่ง้านรถบัสฟรีจะหมด 
=======================================================
วันที่ 2 ของการอยู่ที่ kawaguchiko นี้ เริ่มต้นวันเราก็ไปชมพระอาทิตย์ขึ้นจากหน้าโรงแรมเลย คือ มันดีมากก หลังจากวันแรกเจอฟ้าไม่เป็นใจ วันที่ 2 ของการอยู่ที่นี่นี่ฟ้าเปิดเต็มๆ 
 
พอสายๆเราก็เดินเล่นจากหน้าโรงแรม คือ bus stop ที่ 20 เดินเลียบ lake ไปเพื่อไป bus stop 21 ก็จะเจอวิวแบบนี้ 
 
 
 
 
 
 
เราเดินมาถึง Kitamahasomae ไม่แน่ใจว่า bus stop 21 หรือ 22 จากนั้นเราก็นั่งรถย้อนกลับไปลง bus stop 17 Music Forest อันนี้ไม่ได้เข้าไป แวะไปดูเฉยๆ 
 
 
 
 
 
จากนั้นเราก็มาลง bus stop 6 yakisaki park เดินผ่านมาเจอร้านไอติมนี้ ขอบอกว่าถ้าใครผ่านขอให้ลอง มันอร่อยมากกกก 
 จากร้านไอติม คราวนี้เริ่มเดินมั่วหละ เห็นตรงไหนสวยก็เดินไป ชอบวิวริมเลคตรงนี้มากกกเลย ทำให้นึกถึง como
 วิวสะพาน Kawaguchiko-Ohashi
 ใกล้ชิดกะภูเขาไฟฟูจิเต็มๆ
 จากนั้นก็เดินมาเรื่อยๆแถวๆ bus stop 7 herb hall แถวนี้ก็มีร้านขายของเพียบ
 แวะเข้าไปร้านเกม เห็นหละอยากได้ไปหมด แต่ไร้ซึ่งความสามารถในการเล่น T_T
 
 
 
 
 
 ตรงแถวๆนี้ร้านอาหารก็มีให้เลือกหลายร้าน
 แวะซื้อของฝากที่นี่ ขอบอกว่า hand cream หอมมาก highly recommended
จากนั้นเราก็นั่งรถมา bus stop 11 Yuransen Ropeway Iriguchi หาร้านอาหารทาน ปรากฏว่าไปจบที่ร้านนี้ lake side coffee & restaurant at kawaguchiko lake ร้านจะอยู่บนชั้น 2 โดยรวมร้านนี้เฉยๆ อาหารหน้าตาดี แต่รสชาติง้านๆ มีข้าวแกงกะหรี่ที่อร่อย 
 
 
 
จากร้านอาหาร เดินไปนิดเดียวก็ถึงจุดขึ้นกระเช้า Kachi Kachiyama Ropeway to Mt. Tenjo มาที่นี่เราก็ใช้ตั๋วที่เราซื้อพร้อม pass ในวันแรกนะคะ 
เวลาทำการ คือ 9.00-17.10 น. และออกทุกๆ 5-10 นาที ใช้เวลาประมาณ 3 นาทีเพื่อขึ้นไปบนยอดเขา
สถานีด้านบนจะได้เห็นวิวเมือง fujiq mt.fuji lake
 
 เห็นฟูจิซังเต็มๆ
 ที่นี่จะมีตำนานเกี่ยวกะ ทานูกิ ไปลองหาอ่านกันได้ก่อนมา เพื่อจะได้อินกะสถานที่
ขนมนี่ เห็นในป้ายแผ่นพับมากมาย 
 จนต้องซื้อมาถ่ายรูป 555...มันก็ออกแนวแป้งย่างๆ รสชาติเฉยๆมาก
 กระดิ่งคู่รัก
 
 
พอนั่งกระเช้าลงมาเสร็จ ข้ามไปฝั่งตรงข้ามเพื่อล่องเรือทะเลสาบ ท่าเรือ Yuransen 
 มองกลับไปที่ ropeway พระจันทร์ขึ้นตั้งแต่ 4 โมงเย็น
 ตั๋วก็ใช้ที่เราซื้อมากะ pass เวลาทำการ คือ  9.00-16.40 น. ใช้เวลาในการล่องเรือประมาณ 20 นาที เรือจะมีชั้นบนที่เป็น open air ตอนเราไปนี่จัดได้ว่าหนาวทีเดียว แต่ทนๆ เพราะอยากเก็บวิวนี้
 
 
 
 ถ่ายรูปเสร็จ ลงมานั่งข้างล่าง หาความอบอุ่นทันที 55
 พอเสร็จแล้ว ก็ผ่านร้าน cheese cake ร้านดังของเมือง แวะเข้าไปชมซะหน่อย
 
 ซื้อนี่กลับมาชิมที่โรงแรม ก็เฉยๆนะ ><
จบแล้ว สำหรับทริป 2 วันที่ คาวากุจิโกะ ตอนหน้าเราไปเที่ยวแถบคันไซกันคะ :)