15/4/56

เตรียมการบ้านกะ NN : 15 เม.ย. 56 Sell in May?

สวัสดีวันปีใหม่ไทยคะ ช่วงนี้บ้านเราหยุด ตลาดก็ปิด แต่ตลาดต่างประเทศไม่ปิด Money never sleeps ...เราไม่ได้ไปไหน อยู่เฝ้ากทม. ออกไปข้างนอกก็ไม่ได้มาก กลัวโดนสาดน้ำ มาเตรียมการบ้านรอตลาดเปิดวันพุธกันดีกว่า :D

จากความเดิมในบล็อคก่อนหน้า ดูเหมือนว่า SET จะทำ bullish divergence ได้จริง แต่ว่า volume ตลาดน้อยไปหน่อยนะ (เวลาขึ้นแล้ว Volume ไม่ได้เยอะ นี่มันดูไม่ค่อย confirm สัญญาณเท่าไร)  MACD ยังอยู่ในแดนลบ ATR ลดมาจิ๊ดนึงแต่ก็ยังสูงอยู่
แล้วก็ดูเหมือน SET จะอยู่ในจุดวัดใจอีกแล้ว มายืนเหนือเส้น moving average ได้ แต่พอมาดู fibo ชนแนวๆเดิมอีกแล้ว ดูเหมือนว่าถ้ายืนเหนือจุดนี้เพื่อไปด่านต่อไปแถวๆ 1550 >> 1570 ได้ เพื่อไปลุ้น test high เดิม ก็ดูจะเหนื่อต่อ
ถ้าทำได้ก็ดูจะเป็นภาพ W shape ได้ อยากลุ้นให้เหมือนช่วงปีก่อนเหมือนกัน
แต่ถ้าเปิดมาแล้วยืนเหนือจุดนี้ไปไม่ได้ รู้สึกเล่นขาลงจะมีลุ้นมากกว่ายังไงก็ไม่รู้ T_T

พอมาดูวันที่ เราก็ใกล้ก้าวข้ามผ่านไปสู่เดือนที่ 5 ของปี หลายๆคนน่าจะเคยได้ยิน anomaly เกี่ยวกับ Sell in May and go away....บ้างต่อท้ายด้วยว่า Dunt come back until St Leger Day
ปีที่แล้ว Global Sell Off ตลาดลงทั่วโลกกันก็ช่วงเดือนพ.ค.ตลาดไทยก็เช่นกันลงไป 7.08% ถ้าวัดที่ low ที่สุดลงไป 10.33% ....เมื่อคนกลัวมากกว่าคนกล้า (วัดอารมณ์จาก Greed and Fear index ของ CNN)
ถ้าจำไม่ผิด ปัจจัยที่ทำให้ตลาดลงเช่นนั้่นก็มาจาก
  • ปัญหาหนี้ยุโรป - กลัว contagion จากกรีซ การเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ความต่อเนื่องของนโยบายรัดเข็มขัด และประเทศที่ใหญ่กว่าอย่างสเปนและอิตาลีปัญหาเริ่มส่อเค้าชัดเจน เกรงปัญหาเรื่อง bailout แบงค์ในสเปน bond yield กระฉูดถึงกับแตะ trigger ที่ 7% ซึ่งเป็น critical level 
 
  • กลัวเศรษฐกิจสหรัฐจะชลอตัวลง - initial jobless claims กระฉูด manufacturing ถดถอย GDP revised down
  • กลัวเศรษฐกิจจีนจะชลอตัวลง -ในไตรมาส 2 เป็นครั้งแรกที่ GDP จีนน้อยกว่า 8%
เห็นแล้วก็รู้สึก Dejavu ยังไงก็ไม่รู้ T_T เมื่อเช้าจีนประกาศตัวเลข GDP ออกมา 7.7% ต่ำกว่า 8% และต่ำกว่าคาดด้วย  ตามต่อด้วยปัจจัยสำคัญที่น่าจะ shaking ตลาดได้ก็คือ debt ceiling US ที่จะ deal ในวันที่ 19 พ.ค. ...........Will history repeat itself? 

เหตุที่เราคอยติดตาม economic indicator ทั้งหลาย เพราะตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องบ่งชี้ direction ของตลาดทั้ง Bearish/Bullish (แม้ว่าหลายคนจะบอกว่าตลาดหุ้นนี่แหละที่เป็น leading indicator ของ economy แต่ที่คนมักจะมาดูตัวเลขที่ประกาศจริงว่าออกมาว่าเป็นไปตามคาด แย่กว่าคาด ดีกว่าคาดหรือไม่ก็เพื่อ revise ตัวเลข forecast) รวมถึงตัวเลขพวกนี้เป็นเครื่องชี้วัดสุขภาพของเศรษฐกิจจริงๆ ว่าฟื้นตัวมากน้อยแค่ไหน... ตอนนี้โลกเป็น globalization and connecting กันไปหมด Global trade ก็มากขึ้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะ decouple กันโดยสมบูรณ์ บ้านเค้าแย่ บ้านเราจะไม่แย่ตามไปด้วย  นอกจากนี้ปัจจัยเหล่านี้ก็ช่วยให้เราเลือกจัด asset allocation ได้อีกส่วนหนึ่ง....แต่มองภาพใหญ่ให้ออก นี่ยากจริงๆ T___T

ตอนนี้ที่ hot hit กันในช่วงสงกรานต์บ้านเราคงไม่พ้นราคาทอง 2 วันลงไป 150$... คิดเป็นเงินบาทง่ายๆก็เอา GOLD in $ * USDTHB * 0.4729 ...นานเท่าไรแล้วที่เราไม่ได้เห็นทองไทยต่ำ 20,000 บาท สงสารก็แต่คน L ไว้นี่แหละคงจะจุกไม่ใช่น้อย ตลาดก็ปิด ทำอะไรก็ไม่ได้...และเป็นอีกครั้งที่ป๋า Soros แม่นอีกแล้ว
"Gold was destroyed as a safe haven, proved to be unsafe"- Soros
 
 ไม่ใช่แค่ทอง แต่ Commodities Sell Off ทุก assets มาก แดงแทบทั้งกระดานจริงๆ
ผู้บริโภครายใหญ่ของโลกอย่างจีน GDP ออกมาน่าผิดหวัง ราคา commo เลยตอบสนองอย่างที่เห็น ....จริงๆ ทุกสินทรัพย์แหละที่ราคาเป็นเรื่องของ Demand และ Supply + Speculation or Expectation ....Commodities ถูก Inflated price ขึ้นไปตามจากการอัดฉีดเงินของรัฐบาลกลางทั่วโลก แต่จะเห็นได้ว่าการปั๊มเงินครั้งหลังๆไม่ได้มีผลกระตุ้นเหมือน QE1 และ 2 อีกต่อไป (ส่วนนึงคงเป็นเพราะรูปแบบของการอัดฉีดเงินและสภาพเศรษฐกิจจริงๆด้วย ณ ตอนช่วงเวลานั้นๆ)  เมื่อ Speculation or Expectation ลดลง ราคาก็ถูก discount ลงมา เป็นเรื่องธรรมดา

"Overcoming fear is easier said than done. There is no comparison between fear and greed. Fear is instant, pervasive and intense. Greed is slower. Fear hits." Buffet

ถ้าไม่รู้จะกล้า หรือ จะกลัว ก็อยู่เฉยๆดีกว่า...เรายังเชื่อใน It's all in chart รอตลาดเฉลยและเลือกทางก่อน เมื่อไรปัจจัยส่วนใหญ่ Favor เข้าทาง หุ้นผ่านเข้าระบบมากขึ้นเอง...ที่เหลือ ก็คือใจของตัวเรานี่แหละ ตอนนี้ต้องรู้จักอดทนและรอให้เป็นก่อน :)